วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี
09 กรกฎาคม 2561

วัสดุก่อสร้างขึ้นไม่หยุดทุบสถิติในรอบ 6 ปี น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาวัสดุก่อสร้างในประเทศเพิ่มขึ้นสูงมาก จากความต้องการใช้ทีมากขึ้น เพื่อเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ รวมถึงราคาวัตถุดิบ และราคานำเข้าที่สูงขึ้น โดยล่าสุด ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือน มิ.ย.61 เท่ากับ 108.1 เพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 และเพิ่มสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากเดือน มิ.ย.55 ที่เพิ่มขึ้น 4.5% ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.61 เพิ่มขึ้น 0.7% ขณะที่ดัชนีเฉลี่ย 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 61 เพิ่มขึ้น 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีเดือน มิ.ย.61 สูงขึ้นถึง 4.4% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.60 เป็นเพราะหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์ (เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ-ผิวข้ออ้อย, เหล็กรูปตัวซี,เหล็กฉาก,เหล็กรูปตัวไอ,เหล็กรูปตัวเอช,เหล็กรางน้ำ,ลวดเหล็กเสริมคอนกรีต ฯลฯ) สูงขึ้นถึง 15.5% จากราคาวัตถุดิบสูงขึ้น ทั้งแร่เหล็ก บิลเล็ต(เหล็กแท่ง) และเศษเหล็ก,หมวดซีเมนต์(ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม ปูนซีเมนต์ขาว) เพิ่มขึ้น 3.6% จากการปรับราคาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ผลิตให้ส่วนลดสูงเพื่อเพิ่มยอดจำหน่าย ประกอบกับต้นทุนสูงขึ้นตามราคาถ่านหิน นอกจากนี้ หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต (เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง พื้น-คานคอนกรีต สำเร็จรูปอัดแรง ถังซีเมนต์สำเร็จรูป ชีทไพล์คอนกรีต) สูงขึ้น 1.8% ตามราคาปูนซีเมนต์ และลวดเหล็กอัดแรง ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ (ทรายถมที่ ดินถมที่ ดินลูกรัง หินคลุก ทรายหยาบ ทรายละเอียด หินย่อย อิฐมอญ) เพิ่มขึ้น 2.3% เพราะความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างถนนจำนวนมาก ขณะเดียวกัน หมวดกระเบื้องสูงขึ้น 0.5% เพราะความต้องการฟื้นตัวจากการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ และหมวดไม้และผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น 0.3% จากไม้นำเข้าที่ปรับราคาขึ้น แต่หมวดวัสดุฉาบผิวและหมวดสุขภัณฑ์ลดลง 0.4% และ 0.6% ตามลำดับ ขณะที่หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปาราคาไม่เปลี่ยนแปลง “แนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง คาดว่าจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากโครงการก่อสร้างภาครัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดประมูลอย่างต่อเนื่อง”

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3153.aspx