“JSW Steel” ยักษ์อินเดีย ลงทุน “สหรัฐ-ยุโรป” รับศึกภาษี
05 กรกฎาคม 2561

“JSW Steel” ยักษ์อินเดีย ลงทุน “สหรัฐ-ยุโรป” รับศึกภาษี ความขัดแย้งในกรณี “สงครามภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม” ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอีกหลายประเทศคู่กรณี รวมทั้งอินเดีย แต่นั่นไม่ใช้อุปสรรคในการเติบโตของ “เจเอสดับบลิว สตีล” ยักษ์ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่สุดของอินเดีย เพราะเจเอสดับบลิวยังคงเดินเครื่องขยายการผลิต พร้อมกับเดินแผนเข้าซื้อกิจการและลงทุนขยายโรงงานผลิตทั้งในยุโรปและสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในการปรับตัวเพื่อก้าวข้ามปัญหากำแพงภาษีของนานาประเทศ นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็ก “National Steel Policy” ซึ่งตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กของประเทศให้ถึง 300 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030-2031 จากปัจจุบันที่กำลังการผลิตอยู่ที่ 100-120 ล้านตันต่อปี นักวิเคราะห์จาก “นิกเคอิ เอเชียน รีวิว” ระบุว่า ความต้องการฟื้นฟูและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในอินเดีย ประกอบกับการปิดโรงงานเหล็กที่ผิดกฎหมายในจีน รวมถึงสงครามทางภาษีของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของอินเดีย ประกาศแผนขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคยุโรปและสหรัฐ ทั้งนี้ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลกลางอินเดียประกาศจัดสรรงบประมาณปีนี้สำหรับการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเป็น 88,000 ล้านดอลลาร์ จาก 73,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2017 ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผลผลิตเหล็กในประเทศเพิ่มขึ้น 10% ตามที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ “วิโนด โนวอล” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเอสดับบลิว สตีล เปิดเผยว่า บริษัทจะได้ประโยชน์จากสงครามทางการค้าของสหรัฐ เพราะประเทศคู่กรณีของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นมีหลายประเทศ และในหลาย ๆ ทวีป ขณะเดียวกันในแต่ละทวีปยังมีศักยภาพที่อุตสาหกรรมเหล็กจะสามารถเติบโตได้ดังนั้นบริษัทพยายามรุกคืบลงทุนในตลาดเหล่านั้นมากขึ้น และปัจจุบันการ ส่งออกเหล็กของอินเดียก็สูงกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่เบอร์สองของโลก รองจากประเทศจีน สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพของเหล็กและปริมาณการผลิตในอินเดียนั้นได้รับการยอมรับมากขึ้น เจเอสดับบลิวมีแผนจะเพิ่มการลงทุนมูลค่า 13,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2020 ด้วยเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 31 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 18 ล้านตันต่อปี โดยจะเป็นการลงทุน 1,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายและปรับปรุงโรงงานเหล็กในเมืองวิจายะนคร รัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย รวมทั้งเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาเจเอสดับบลิวได้เข้าซื้อบริษัท Aferpi ผู้ผลิตเหล็กเบอร์สองของประเทศอิตาลี เพื่อขยายฐานธุรกิจเข้าไปในตลาดยุโรปมากขึ้น อีกทั้งมีรายงานว่าเตรียมเข้าซื้อกิจการโรงงานของบริษัท ArcelorMittal ในเมืองกาลาติ ประเทศโรมาเนียด้วย และเมื่อสัปดาห์ก่อน นายเพิร์ท จินเดล ผู้อำนวยการบริษัท สาขาในสหรัฐ ยืนยันว่า เจเอสดับบลิวเตรียมจะลงทุนปรับปรุงโรงงานเหล็กในรัฐเทกซัส รวมทั้งเข้าซื้อที่ดินเพื่อเปิดโรงงานแห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ เป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์จากธนาคาร ICICI มองว่า เจเอสดับบลิวจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่วนมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดของสหรัฐเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ จะมีส่วนช่วยสร้างผลกำไรให้กับบริษัทอินเดียแห่งนี้ ที่ได้เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในสหรัฐ โดยเฉพาะที่เจเอสดับบลิวได้เข้าไปร่วมกับบริษัท ไอเซโร จังก์ชั่น โฮลดิ้ง (Acero Junction Holding) ตั้งโรงงานผลิตเหล็กแห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 83% ทั้งนี้ สมาคมเหล็กโลกได้เปิดรายงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ คาดการณ์ว่าดีมานด์ความต้องการเหล็กในตลาดโลกในปีนี้จะขยายตัวราว 1.8% และในปีหน้าขยายตัว 0.7% ขณะที่ความต้องการเหล็กในอินเดีย คาดว่าปีนี้จะขยายตัวที่ 5.5% จากปัจจัยการผลักดันของรัฐบาลต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งในปีหน้า

http://iiu.isit.or.th/th/news/Iron%20Industry%20News/Content-3148.aspx